"มหากิจศิริ" รุกอสังหาฯ คอนโด-โรงแรมกลางกรุง

  

19/07/18



++อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

++"มหากิจศิริ" รุกอสังหาฯ กลางกรุง

หลังตั้งบริษัทมาปี 2552 อุษณา มหากิจศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะเนสท์ พร็อพเพอร์ตี้ สั่งรุกอสังหาฯ
กลางกรุงมากขึ้น

ด้วยกำไรที่ยังหอมหวานของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นับเป็นสิ่งดึงดูดให้กลุ่มทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
ขยายเข้ามาแบ่งเค้กอย่างต่อเนื่อง เพราะทุนใหญ่ที่เข้ามาสามารถหาพันธมิตรที่มีโนว์ฮาวและคอนเน็กชั่นที่จะดึงผู้ซื้อ
จากต่างประเทศเข้ามาได้ รวมทั้งกลุ่มมหากิจศิริเจ้าพ่อเนสกาแฟที่เปิดเกมรุกในเรียลเอสเตทมากขึ้น

อุษณา มหากิจศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะเนสท์ พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า เดอะเนสท์เป็นบริษัทใน
เครือของกลุ่มบริษัทพีเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปี 2552 โดยมีทุนจดทะเบียน 127
ล้านบาท ธุรกิจหลักคือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภท คอนโดมิเนียม และโรงแรม

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทเตรียมลงทุนทั้งในส่วนของอสังหาฯ เพื่อขายและอสังหาฯ เพื่อสร้างรายได้
ระยะยาว โดยเตรียมเปิดตัวโครงการเดอะเนสท์ สุขุมวิท 71 ตรงสถานีพระโขนง ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ เป็นคอนโดโลว์ไรส์
8 ชั้น 5 อาคาร มี 515 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ราคาขาย 2.5-3 ล้านบาท หรือเฉลี่ยที่ 1-1.1 หมื่นบาท/
ตารางเมตร (ตร.ม.) ทั้งนี้ตั้งเป้ายอดขายถึงสิ้นปีที่ 50%

นอกจากนี้มีแผนจะรุกธุรกิจโรงแรมโดยเตรียมเปิดโรงแรม 2 แห่ง จำนวนรวม 450 ห้อง ด้วยเงินลงทุน 2,000 ล้านบาท
ใน 2 ทำเล ได้แก่ ทำเลเพลินจิตบนพื้นที่ 300 ตารางวา (ตร.ว.) ซึ่งเป็นการพัฒนาโดยบริษัทเดอะเนสท์ เพลินจิต 
ในรูปแบบโรงแรมไลฟ์สไตล์โฮเทล โดยใช้แบรนด์ Penta Hotel ซึ่งเป็นแบรนด์ของโรสวูด โฮเทล กรุ๊ป ที่จะเข้ามา
บริหารจัดการ ที่ตั้งโรงแรมอยู่ซอยนายเลิศ ขนาด 150 ห้องพัก งบลงทุน 500 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) ราคา 
2,000-2,500 บาท/คืน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการขออนุญาตก่อสร้าง คาดเปิดให้บริการได้ในปี 2563 โดยตั้งเป้ายอด
เข้าพักในปีแรกที่ 60-70%

ส่วนอีกทำเลตั้งอยู่บริเวณซอยนานา บนพื้นที่ 1 ไร่ครึ่ง เป็นที่ดินสะสมประมาณ 10 ปี ซึ่งจะพัฒนาเป็นโรงแรม
จำนวน 250 ห้องพัก ราคาประมาณ 2,000-2,500 บาท/คืน มูลค่าการลงทุนราว 1,200 ล้านบาท พัฒนาภายใต้ชื่อบริษัท 
เดอะเนสท์ นานา สำหรับโครงการนี้จะมีความชัดเจนหลังจากทำเลเพลินจิตได้เริ่มดำเนินการ คาดจะเริ่มก่อสร้างราวปี 
2563-2566 ซึ่งโรงแรมแต่ละแห่งจะใช้ระยะเวลาในการถึงจุดคุ้มทุนราว 8 ปี

อุษณากล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 3 ปีจากนี้บริษัทมีแผนพัฒนาปีละ 1-2 โครงการ มูลค่า 1,500-2,000 ล้านบาท 
โดยจะเน้นพัฒนาในส่วนของคอนโดโลว์ไรส์บนแนวรถไฟฟ้าสายหลัก โดยที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าราว 
500-600 เมตร ขนาดไซส์โครงการไม่ใหญ่ อยู่ที่ ราว 2-5 ไร่ และต้นทุนที่ดินจะต่ำกว่า 5 แสนบาท/ตร.ว. เพื่อให้
สามารถพัฒนาสินค้าในระดับขายที่ 2.5-4 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์กลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัท

ขณะเดียวกันมองว่าระดับ 2.5-4.0 ล้านบาทไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็น
กลุ่มลูกค้าซื้อเพื่ออยู่เอง อีกทั้งโปรดักต์ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและราคาที่เหมาะสม ขณะที่บริษัทดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด 
ทำให้ปัจจุบันยอดปฏิเสธสินเชื่อไม่ถึง 10% อย่างไรก็ดีในอนาคตบริษัทได้ปิดกั้นการพัฒนาในรูปแบบอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ที่ดินที่ได้มา

นอกจากนี้ทางครอบครัวยังมีที่ดินย่านใจกลางเมืองอีก 2 แปลง ได้แก่ ย่านพระราม 4 เยื้องโครงการวัน แบงค็อก 
จำนวน 5 ไร่ ตอนนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นได้ของการลงทุน เช่น การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ส่วนอีกแปลงอยู่
ทำเลสาทร ซอย 1 พื้นที่ราว 3 ไร่ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะพัฒนาคอนโด 3-4 ชั้น ในทำเลรอบสนามกอล์ฟทั้ง 3 แห่งของ
บริษัทในเครือ

สำหรับในส่วนของโครงการที่พัฒนาก่อนนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและปล่อยเช่า 
โดยลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองในสัดส่วนที่มากกว่า 50% จากยอดขายปัจจุบัน และอีก 50% ซื้อเพื่อ
ปล่อยเช่าเป็นการลงทุนในระยะยาว ซึ่งอัตราผลตอบแทนจากการเช่าอยู่ที่ 6% โดยมีสัดส่วนลูกค้าคนไทย 70% และ
ต่างชาติ 30% ซึ่งลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาวจีน สิงคโปร์ และฮ่องกง

ทั้งนี้โครงการเดอะเนสท์ สุขุมวิท 64 มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท คอนโดโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น มี 3 อาคาร 
จำนวน 439 ยูนิต ขนาด 22.7-47 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นที่ 2.39-4.79 ล้านบาท ซึ่งเปิดพรีเซลส์เมื่อปลายปี 2560
ที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดขายแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือ 20% จะมีการปรับราคาขึ้น 3% คาดว่าจะปิดการขายปลายปีนี้
ด้านการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2562

ขณะที่โครงการเดอะเนสท์ สุขุมวิท 22 คอนโดโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น 2 อาคาร รวม 316 ยูนิต มูลค่าโครงการ
1,400 ล้านบาท เปิดขายช่วงปลายปี 2558 ปัจจุบันเหลือขายอีก 10% คาดว่าจะปิดการขายได้ภายในปี 2561
ด้านภาพรวมตลาดคอนโดปี 2561 อุษณากล่าวว่า มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาครัฐมีการ
ลงทุนโครงการสาธารณูปโภคต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและเริ่มกลับมาสนใจซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น
อีกทั้งชาวต่างชาติสนใจซื้อคอนโดในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้คอนโดใกล้แนวรถไฟฟ้าเป็นทำเลที่มาแรง
มีอุปทานใหม่เกิดขึ้นมาก เชื่อว่าการแข่งขันยังเข้มข้น ขณะที่ซัพพลายที่ตอบโจทย์ตลาดระดับกลางบนขึ้นไปยังคง
ได้รับการตอบรับที่ดี

อุษณากล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายได้แล้วกว่า 1,500
ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ราว 1,800-2,000 ล้านบาท